บทที่ 8: ประเภทคำสั่งซื้อขาย (Order Types)
รู้จักคำสั่ง Market และ Pending Order ทั้ง Buy/Sell Stop, Buy/Sell Limit พร้อม Stop Loss, Take Profit, Trailing Stop และตัวอย่างการตั้งออเดอร์จริงพร้อมระยะ pip
คำสั่งซื้อขายคืออะไร
Order (คำสั่ง) คือวิธีที่คุณบอกโบรกเกอร์ว่าต้องการซื้อหรือขายอะไร ที่ราคาไหน และเมื่อไร การเลือกประเภทคำสั่งให้เหมาะกับสถานการณ์ ช่วยให้คุณเข้าออเดอร์ที่ราคาดีขึ้น ควบคุมความเสี่ยงได้ และไม่ต้องเฝ้าจอตลอดเวลา คำสั่งหลักแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ Market Order และ Pending Order
Market Order (คำสั่งตลาด)
Market Order คือการสั่งซื้อหรือขายทันทีที่ราคาตลาดปัจจุบัน เหมาะเมื่อคุณต้องการเข้าออเดอร์เดี๋ยวนี้
- Buy (Market): เข้าซื้อทันทีที่ราคา Ask
- Sell (Market): เข้าขายทันทีที่ราคา Bid
ข้อดีคือเข้าได้ทันที ข้อเสียคืออาจเจอ Slippage ช่วงตลาดผันผวน ทำให้ได้ราคาต่างจากที่เห็นเล็กน้อย
Pending Order (คำสั่งล่วงหน้า)
Pending Order คือการตั้งคำสั่งไว้ล่วงหน้าให้ทำงานเองเมื่อราคาวิ่งไปถึงจุดที่กำหนด เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าจอ มี 4 แบบหลัก
- Buy Limit: ตั้งซื้อที่ราคา ต่ำกว่า ราคาปัจจุบัน (คาดว่าราคาจะย่อลงมาแล้วเด้งขึ้น)
- Sell Limit: ตั้งขายที่ราคา สูงกว่า ราคาปัจจุบัน (คาดว่าราคาจะขึ้นไปแล้วร่วงลง)
- Buy Stop: ตั้งซื้อที่ราคา สูงกว่า ราคาปัจจุบัน (คาดว่าราคาทะลุขึ้นแล้วไปต่อ)
- Sell Stop: ตั้งขายที่ราคา ต่ำกว่า ราคาปัจจุบัน (คาดว่าราคาทะลุลงแล้วลงต่อ)
| ประเภทคำสั่ง | ตั้งที่ราคา | ใช้เมื่อคาดว่า |
|---|---|---|
| Buy Limit | ต่ำกว่าปัจจุบัน | ราคาย่อลงแล้วกลับขึ้น |
| Sell Limit | สูงกว่าปัจจุบัน | ราคาขึ้นแล้วกลับลง |
| Buy Stop | สูงกว่าปัจจุบัน | ราคาทะลุขึ้นไปต่อ |
| Sell Stop | ต่ำกว่าปัจจุบัน | ราคาทะลุลงไปต่อ |
Stop Loss (SL) และ Take Profit (TP)
สองคำสั่งนี้คือหัวใจของการบริหารความเสี่ยง ควรตั้งทุกออเดอร์
- Stop Loss (SL): ราคาที่ปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อขาดทุนถึงจุดที่ยอมรับได้ เพื่อจำกัดการขาดทุน
- Take Profit (TP): ราคาที่ปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อได้กำไรตามเป้า เพื่อล็อกกำไรโดยไม่ต้องเฝ้า
Trailing Stop (จุดหยุดขาดทุนแบบเลื่อนตาม)
Trailing Stop คือ Stop Loss ที่ "เลื่อนตาม" ราคาเมื่อออเดอร์กำไรมากขึ้น เช่น ตั้ง Trailing Stop 30 pip เมื่อราคาวิ่งไปในทางที่ได้กำไร SL จะเลื่อนตามห่างจากราคา 30 pip เสมอ แต่จะไม่เลื่อนถอยหลังเมื่อราคาย้อนกลับ ทำให้ล็อกกำไรได้อัตโนมัติ เหมาะกับเทรนด์ที่วิ่งยาว
ตัวอย่างการตั้งออเดอร์จริงพร้อม SL/TP
สมมติทอง XAU/USD ราคาปัจจุบัน 2,400.00 คุณเชื่อว่าราคาจะย่อลงมาที่ 2,395.00 ก่อนเด้งขึ้น จึงตั้ง Buy Limit ที่ 2,395.00
- ตั้ง Stop Loss ที่ 2,385.00 (ห่างจากจุดเข้า 100 pip เพราะทองผันผวนสูง)
- ตั้ง Take Profit ที่ 2,415.00 (ห่างจากจุดเข้า 200 pip)
อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk:Reward) = 100 : 200 = 1 : 2 แปลว่าถ้าเสี่ยง 1 ส่วนมีโอกาสได้ 2 ส่วน ถ้าเปิด 0.01 Lot (มูลค่าราว 0.10 ดอลลาร์/pip) ความเสี่ยงเมื่อโดน SL = 100 × 0.10 = 10 ดอลลาร์ และกำไรเมื่อถึง TP = 200 × 0.10 = 20 ดอลลาร์
เมื่อไรควรใช้คำสั่งแบบใด
- ต้องการเข้าเดี๋ยวนี้ตามสัญญาณ → ใช้ Market Order
- รอราคาย่อเพื่อเข้าราคาดีขึ้น → ใช้ Buy Limit / Sell Limit
- รอราคาทะลุแนวต้าน/แนวรับเพื่อตามเทรนด์ → ใช้ Buy Stop / Sell Stop
- อยากล็อกกำไรระหว่างเทรนด์วิ่งยาว → ใช้ Trailing Stop
ข้อควรระวังเรื่องความเสี่ยง
การไม่ตั้ง Stop Loss คือสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้นักเทรดล้างพอร์ต เพราะออเดอร์เดียวที่สวนทางแรง ๆ (เช่น ทองช่วงข่าว) อาจกินทุนทั้งหมดได้ ตั้ง SL ทุกออเดอร์เสมอ ไม่มีข้อยกเว้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่ตั้ง Stop Loss เพราะเชื่อว่าราคาจะกลับมา สุดท้ายขาดทุนหนักหรือล้างพอร์ต
- ตั้ง Pending Order ผิดทิศ เช่น อยากซื้อถูกแต่ไปตั้ง Buy Stop เหนือราคา ทำให้เข้าแพงกว่าที่ตั้งใจ
- ตั้ง SL แคบเกินไป จนโดนกินก่อนราคาวิ่งตามแผน โดยเฉพาะกับทองที่ผันผวนสูง
- ตั้ง TP ใกล้เกินไปเทียบกับ SL ทำให้ Risk:Reward แย่ (เช่น เสี่ยง 100 pip หวังกำไรแค่ 20 pip)
- ลืมว่า Sell Limit อยู่เหนือราคา และ Buy Limit อยู่ใต้ราคา จึงตั้งกลับด้านบ่อย
สรุปบทเรียน
คำสั่งซื้อขายมีทั้ง Market Order ที่เข้าทันที และ Pending Order (Buy/Sell Limit, Buy/Sell Stop) ที่รอราคาถึงจุดที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะใช้แบบใด ต้องตั้ง Stop Loss และ Take Profit ทุกครั้ง และพิจารณา Trailing Stop เพื่อล็อกกำไรในเทรนด์ยาว การเข้าใจและใช้คำสั่งให้ถูกต้อง คือเครื่องมือควบคุมความเสี่ยงที่ทรงพลังที่สุดของนักเทรด